สูตร “น้ำปานะ” ป้องกันโรคปลายฝนต้นหนาว

ช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ หลายคนอาจเกิดอาการป่วยเอาได้ง่ายๆ เพราะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไป ขณะที่บางพื้นที่อากาศเริ่มเย็นลง ทำให้เชื้อไวรัสเจิรญเติบโตได้ดี โดยโรคที่มักมากับอากาศในช่วงนี้คือ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ และโรคปอดบวม โดยผู้ที่มีความเสี่ยงคือ กลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ และผู้สูงอายุ

จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 26 กันยายน 2560 พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่จำนวน 127,477 ราย เสียชีวิต 29 ราย โรคปอดบวม 183,652 ราย เสียชีวิต 191 ราย โรคอาหารเป็นพิษ 83,227 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงนี้อากาศมีการเปลี่ยนแปลง และเป็นช่วงที่กำลังเปลี่ยนฤดูกาล ยังคงพบรายงานผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งติดต่อจากการไอ จามรดกัน ดังนั้น ผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก แม้จะมีอาการไม่มาก ควรหยุดพักรักษาตัวจนกว่าจะหายเป็นปกติ สวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรค สำหรับอาการโดยทั่วไปของโรคไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้ ไอ น้ำมูก บางคนมีอาการเจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย อาการส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง เป็นอยู่ประมาณ 3-5 วัน จะคล้ายโรคไข้หวัดธรรมดาอาการก็จะหายไปเอง แต่จะเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมีอาการรุนแรง เช่น ไอมาก หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ซึ่งอาจเกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ทำให้ เกิดการอักเสบของปอด ทำให้ปอดบวม การหายใจล้มเหลว ซึ่งอาการอาจจะรุนแรงจนถึงเสียชีวิตได้ กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดใหญ่รุนแรงคือ กลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคอ้วน และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกาย
ทั้งนี้ ในช่วงเปลี่ยนฤดูกาลเช่นนี้ การรักษาสุขภาพและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ในการป้องกันการเจ็บป่วย ซึ่งตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยก็มีสมุนไพรหลายตัวและมีสูตรหลายตำรับที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคในช่วงปลายฝนต้นหนาวได้ หนึ่งในนั้นคือ “น้ำอัชบาล”. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth